เตรียมตัวก่อน "ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า" อย่างไรให้หายเร็ว เดินดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อน
คุณลุงสมพร อายุ 68 ปี เป็นข้อเข่าเสื่อมมาเกือบ 10 ปี ฉีดยา กินยา ทำกายภาพมาทุกอย่างจนหมอบอกว่า "ลุงครับ ถึงเวลาผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าแล้ว"
ลุงสมพรกลับบ้านมานอนไม่หลับ 3 คืน คิดวนเวียนแต่เรื่องเดียวกัน
"ผ่าแล้วเดินได้จริงไหม"
"ปวดมากแค่ไหน"
"นอนโรงพยาบาลกี่วัน"
"ลูกหลานต้องลางานมาดูแลนานแค่ไหน"
"ถ้าพลาดขึ้นมาจะเป็นอย่างไร"
ความกลัวพวกนี้ไม่ใช่เรื่องผิดเลยครับ คนไข้ทุกคนที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมรู้สึกแบบนี้หมด แต่ความจริงคือ การผ่าตัดข้อเข่าเทียมในวันนี้ "ปลอดภัย" และ "ฟื้นตัวเร็ว" กว่าเมื่อ 10 ปีก่อนมาก ถ้าคนไข้และครอบครัวรู้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร เกิดอะไรขึ้นในแต่ละขั้นตอน และจะดูแลตัวเองหลังผ่าตัดอย่างไร
บทความนี้ผมเขียนให้ครอบครัวอ่านไปด้วยกันครับ ทั้งคนไข้และลูกหลาน อ่านจบแล้วจะเข้าใจทั้ง 3 ช่วงสำคัญของการผ่าตัดข้อเข่าเทียม คือช่วงก่อนผ่าตัด ช่วงผ่าตัด และช่วงหลังผ่าตัด
―――――――――――――――――――――――
เตรียมตัวก่อน "ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า" อย่างไรให้หายเร็ว เดินดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อน
―――――――――――――――――――――――
"ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม" คือการรักษาที่ไม่ใช่ทางเลือกแรก
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Arthroplasty หรือเรียกย่อๆ ว่า TKA) คือการผ่าตัดที่นำผิวข้อเข่าที่สึกหรอออก แล้วใส่ข้อเทียมที่ทำจากโลหะและพลาสติกทางการแพทย์เข้าไปแทน เพื่อให้คนไข้กลับมาเดินได้โดยไม่ปวด
แต่ก่อนจะถึงขั้นผ่าตัด คนไข้ส่วนใหญ่จะผ่านการรักษาที่ไม่ผ่าตัดมาก่อน เช่น ลดน้ำหนัก ออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อรอบเข่า กินยาแก้ปวดและยาลดอักเสบ ฉีดยาเข้าข้อ ทำกายภาพบำบัด เมื่อทำทุกอย่างแล้วยังปวดมาก เดินไม่ได้ คุณภาพชีวิตแย่ลง ทำกิจวัตรประจำวันลำบาก จึงค่อยพิจารณาผ่าตัด
มีงานวิจัยขนาดใหญ่ในวารสาร New England Journal of Medicine ที่ติดตามคนไข้ 100 คน เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่ากับกลุ่มที่รักษาแบบไม่ผ่าตัด พบว่ากลุ่มผ่าตัดมีอาการปวดลดลงและเดินดีขึ้นมากกว่า แต่ก็มีภาวะแทรกซ้อนมากกว่ากลุ่มที่ไม่ผ่าตัดด้วย [3] หมายความว่าการตัดสินใจผ่าตัดต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์และความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ "ปวดเล็กน้อยก็ผ่าได้"
ข้อบ่งชี้ที่เหมาะสมสำหรับการผ่าตัดข้อเข่าเทียม ได้แก่
[1] ปวดข้อเข่าเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างน้อย 3-6 เดือน
[2] ภาพเอกซเรย์แสดงข้อเข่าเสื่อมระยะรุนแรง (ระยะ 3-4 ตาม Kellgren-Lawrence)
[3] อาการรบกวนคุณภาพชีวิต เช่น เดินไม่ได้ ขึ้นบันไดไม่ได้ นอนหลับไม่ได้เพราะปวด
[4] อายุที่เหมาะสม โดยทั่วไป 60 ปีขึ้นไป (แต่ในรายที่ข้อเสื่อมจากอุบัติเหตุหรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์อาจผ่าตัดก่อนหน้านั้นได้)
[5] มีสุขภาพร่างกายโดยรวมที่ทนการผ่าตัดได้
―――――――――――――――――――――――
ช่วงที่ 1 ก่อนผ่าตัด การเตรียมตัว 4-6 สัปดาห์ก่อนวันผ่า
ช่วงเตรียมตัวก่อนผ่าตัดเป็นช่วงที่ "สำคัญที่สุด" แต่หลายคนกลับมองข้าม การเตรียมตัวที่ดีไม่เพียงทำให้การผ่าตัดราบรื่น แต่ยังช่วยให้ฟื้นตัวเร็ว ลดภาวะแทรกซ้อน และลดเวลานอนโรงพยาบาล
งานวิจัยทบทวนแบบ Cochrane systematic review ที่รวบรวมงานวิจัย 18 ฉบับ พบว่าการให้ความรู้คนไข้ก่อนผ่าตัดช่วยลดความกังวลและช่วยให้คนไข้พร้อมรับมือกับการผ่าตัดได้ดีขึ้น [5] หมายความว่า "ความรู้คือยาอย่างหนึ่ง" คนไข้ที่เข้าใจว่ากำลังจะเจออะไรจะกลัวน้อยกว่าและฟื้นตัวเร็วกว่า
สิ่งที่ต้องทำในช่วงเตรียมตัว
ตามคำแนะนำของสมาคมศัลยแพทย์กระดูกและข้อแห่งสหรัฐอเมริกา (AAOS) และ ERAS Society ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลของการดูแลผู้ป่วยผ่าตัด มีหลายเรื่องที่คนไข้ต้องทำเพื่อให้พร้อมสำหรับการผ่าตัด [1, 2]
[1] ควบคุมโรคประจำตัวให้คงที่ โดยเฉพาะเบาหวานและความดัน คนไข้เบาหวานควรคุมระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ให้ต่ำกว่า 6.5-7% ก่อนผ่าตัด เพราะถ้าน้ำตาลสูงจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อหลังผ่าตัดมาก หลักฐานทางวิชาการชี้ว่าการคุมน้ำตาลที่ดีก่อนผ่าตัดและในช่วงผ่าตัดให้ต่ำกว่า 126 มก./ดล. ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนได้ชัดเจน [1]
[2] ลดน้ำหนัก ถ้าน้ำหนักเกินมาตรฐานหรือดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 40 ควรลดน้ำหนักลงก่อน เพราะ BMI ที่สูงเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแผลผ่าตัด
[3] เลิกบุหรี่อย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด บุหรี่ทำให้แผลผ่าตัดหายช้าและเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ
[4] หยุดยาแก้ปวดกลุ่ม opioid ก่อนผ่าตัด งานวิจัยพบว่าคนไข้ที่ใช้ opioid มานานก่อนผ่าตัด จะมีผลการรักษาที่แย่กว่าและปวดมากกว่าหลังผ่าตัด [1]
[5] ตรวจฟันและรักษาฟันให้เรียบร้อย เพราะการติดเชื้อในช่องปากสามารถลามไปติดที่ข้อเทียมได้ในภายหลัง สมาคมศัลยแพทย์กระดูกและข้อแห่งสหรัฐอเมริกาออกแนวทางใหม่ปี 2024 เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อในข้อเทียมจากการทำฟัน คนไข้ที่จะทำฟันใหญ่ๆ ควรปรึกษาทันตแพทย์และศัลยแพทย์ก่อนเสมอ [1]
[6] เสริมกล้ามเนื้อรอบเข่า การออกกำลังกายก่อนผ่าตัด (เรียกว่า prehabilitation) ช่วยให้กล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรง ฟื้นตัวหลังผ่าตัดเร็วขึ้น ท่าออกกำลังกายง่ายๆ เช่น นั่งเก้าอี้แล้วยกขาตรง ฝึกยืนขาเดียว เดินสลับขึ้นลงบันได
[7] เตรียมบ้านให้พร้อม ย้ายของที่ใช้บ่อยมาวางที่หยิบง่ายโดยไม่ต้องก้ม ติดราวจับในห้องน้ำ หาเก้าอี้พลาสติกสูงเข้าห้องน้ำ ซื้อไม้เท้าหรือไม้พยุงเดิน 4 ขา ทำราวกั้นข้างเตียง
การตรวจก่อนผ่าตัด
ก่อนวันผ่าตัด คนไข้จะต้องตรวจสุขภาพอย่างละเอียด ได้แก่
[1] ตรวจเลือดดูค่าน้ำตาล ไต ตับ เกล็ดเลือด การแข็งตัวของเลือด
[2] ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เพื่อดูสภาพหัวใจ
[3] เอกซเรย์ปอด เพื่อดูสภาพปอดและหัวใจ
[4] ในรายที่อายุมากหรือมีโรคประจำตัวอาจต้องตรวจ echocardiogram (อัลตราซาวด์หัวใจ) เพิ่ม
[5] ปรึกษาวิสัญญีแพทย์เพื่อวางแผนวิธีดมยาที่เหมาะสม
―――――――――――――――――――――――
ช่วงที่ 2 วันผ่าตัด เกิดอะไรขึ้นในห้องผ่าตัด
วันผ่าตัดเริ่มต้นด้วยการงดน้ำงดอาหาร 6-8 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด ตามมาตรฐาน ERAS ใหม่อนุญาตให้ดื่มน้ำใสและเครื่องดื่มที่มีคาร์โบไฮเดรตได้ถึง 2 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด ทำให้คนไข้ไม่หิวหรืออ่อนเพลียจนเกินไป [2]
วิสัญญีแพทย์จะให้ยาระงับความรู้สึก โดยส่วนใหญ่ใช้วิธีฉีดยาชาเข้าโพรงไขสันหลัง (spinal anesthesia) ร่วมกับการให้ยานอนหลับชนิดอ่อน ซึ่งปลอดภัยกว่าการดมยาสลบทั่วร่างกาย และทำให้คนไข้ฟื้นตัวเร็ว
ระหว่างผ่าตัด ศัลยแพทย์จะทำขั้นตอนต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อลดเลือดออก ลดปวด และลดการติดเชื้อ ตามมาตรฐาน ERAS [2]
[1] ให้ยา tranexamic acid (เรียกย่อว่า TXA) เป็นยาที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวเร็วขึ้น ลดเลือดออกระหว่างและหลังผ่าตัดได้ถึง 30-40% ปลอดภัย ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในรายที่เลือกใช้ถูกประเภท
[2] ฉีดยาชาและยาแก้ปวดเข้ารอบข้อเข่า (periarticular injection) ก่อนปิดแผล วิธีนี้ช่วยให้คนไข้ตื่นจากผ่าตัดแล้วไม่ปวดทันที ลดการใช้ยา morphine หลังผ่าตัด
[3] ฉีด nerve block เพื่อระงับความเจ็บปวด เทคนิคที่นิยมในปัจจุบันคือ adductor canal block ซึ่งระงับปวดได้ดีโดยไม่ทำให้กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง คนไข้จึงเดินได้เร็วหลังผ่าตัด
[4] ให้ยาฆ่าเชื้อก่อนผ่าตัด 30-60 นาทีก่อนลงมีด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
[5] ใช้เทคนิคผ่าตัดที่ทันสมัย ตัดเนื้อเยื่อให้น้อยที่สุด เพื่อให้ฟื้นตัวเร็ว
การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง คนไข้ส่วนใหญ่ตื่นในห้องพักฟื้นโดยไม่ปวดหรือปวดน้อยมาก เพราะมียาแก้ปวดหลายชนิดออกฤทธิ์อยู่
―――――――――――――――――――――――
ช่วงที่ 3 หลังผ่าตัด ฟื้นตัวอย่างไรให้กลับมาเดินดีในเวลาที่เร็วที่สุด
ความเชื่อเก่าๆ ที่ว่า "ผ่าตัดเข่าแล้วต้องนอนเตียง 3-5 วัน" หมดยุคไปแล้วครับ ตามแนวทาง Enhanced Recovery After Surgery (ERAS) ในปัจจุบัน คนไข้ส่วนใหญ่จะ "ลุกขึ้นยืนและเดินภายในวันเดียวกับวันผ่าตัด" หรือไม่ก็เช้าวันรุ่งขึ้น
งานวิจัยทบทวนแบบ systematic review พบว่าการให้คนไข้ลุกเดินภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด ช่วยลดระยะเวลานอนโรงพยาบาลได้ประมาณ 1.8 วัน โดยไม่เพิ่มภาวะแทรกซ้อน [2] นี่คือเหตุผลที่หมอจะให้นักกายภาพบำบัดมาช่วยให้คนไข้ลุกเดินตั้งแต่วันแรก
สิ่งที่จะเกิดขึ้นในแต่ละวันหลังผ่าตัด
วันที่ 0-1 หลังผ่าตัด
[1] ตื่นจากผ่าตัด ปวดน้อยเพราะยา nerve block ยังออกฤทธิ์อยู่
[2] นักกายภาพบำบัดมาช่วยขยับข้อเข่า งอเข่า เหยียดเข่า
[3] ลุกนั่งข้างเตียง พยุงตัวขึ้นยืน
[4] ในรายที่พร้อม อาจเดินด้วยไม้ค้ำยันได้เลย
[5] ให้ยาแก้ปวดแบบรับประทานหลายชนิดร่วมกัน (multimodal analgesia) เพื่อลดการใช้ morphine
วันที่ 2-3 หลังผ่าตัด
[1] เดินด้วยไม้ค้ำยันได้ระยะใกล้ๆ
[2] ฝึกขึ้นลงบันได
[3] ทำกายภาพบำบัดเข้มข้นขึ้น เป้าหมายคืองอเข่าได้ 90 องศาก่อนกลับบ้าน
[4] ฉีดยาป้องกันลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดดำ (DVT prophylaxis) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดของการผ่าตัดข้อเข่า
[5] ในหลายโรงพยาบาลคนไข้กลับบ้านได้ในวันที่ 2-3 หลังผ่าตัด
วันที่ 4-14 หลังผ่าตัด (ที่บ้าน)
[1] เดินด้วยไม้ค้ำยันหรือไม้พยุงเดิน 4 ขา
[2] ทำกายภาพบำบัดต่อที่บ้านหรือมารับบริการที่โรงพยาบาล
[3] ตัดไหมประมาณวันที่ 10-14
[4] ระวังเรื่องลิ่มเลือดอุดตัน อาการที่ต้องรีบมาพบหมอ ได้แก่ ปวดน่อง บวมแดง ร้อน หรือหายใจไม่อิ่ม เจ็บหน้าอก
[5] ดูแลแผลผ่าตัดให้แห้งและสะอาด
การป้องกันลิ่มเลือดอุดตัน (VTE Prophylaxis)
ลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดดำ (Deep Vein Thrombosis หรือ DVT) และลิ่มเลือดหลุดไปอุดที่ปอด (Pulmonary Embolism) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดของการผ่าตัดข้อเข่า ในอดีตคนไข้ที่ไม่ได้รับการป้องกันมีโอกาสเป็น DVT สูงถึง 40-60% หลังผ่าตัด
ปัจจุบันการป้องกันที่ใช้กันแพร่หลายคือยา aspirin ขนาดต่ำ งานวิจัย EPCAT II ในวารสาร New England Journal of Medicine ปี 2018 ติดตามคนไข้ 3,427 คน เปรียบเทียบระหว่างยา aspirin ขนาด 81 มก. กับยา rivaroxaban พบว่ายา aspirin มีประสิทธิภาพในการป้องกันลิ่มเลือดอุดตันไม่ต่างจาก rivaroxaban แต่ราคาถูกกว่ามากและหาซื้อง่าย [4]
การป้องกัน DVT ที่สมบูรณ์ประกอบด้วย
[1] ลุกเดินเร็วหลังผ่าตัด
[2] สวมถุงน่องป้องกันลิ่มเลือด (TED stockings) หรือเครื่องบีบนวดที่ขา
[3] ฉีดหรือกินยาป้องกันลิ่มเลือดตามคำสั่งหมอ มักใช้นาน 2-6 สัปดาห์หลังผ่าตัด
[4] ดื่มน้ำให้เพียงพอ ป้องกันเลือดข้นเหนียว
[5] ขยับขาบ่อยๆ ถ้านอนนาน
―――――――――――――――――――――――
การฟื้นตัวระยะยาว เดือนที่ 1-12 หลังผ่าตัด
การฟื้นตัวจากการผ่าตัดข้อเข่าเทียมเป็นกระบวนการต่อเนื่อง ที่คนไข้และครอบครัวต้องอดทนและมีวินัย
เดือนที่ 1
[1] เดินด้วยไม้ค้ำยันได้คล่อง
[2] งอเข่าได้ 90-110 องศา
[3] ยังบวมและรู้สึกตึงที่เข่าได้
[4] นอนหลับสบายขึ้น
เดือนที่ 2-3
[1] เลิกใช้ไม้ค้ำยัน
[2] เดินได้ปกติ
[3] ขึ้นลงบันไดได้ดีขึ้น
[4] กลับไปทำงานในกรณีงานนั่งทั่วไป
เดือนที่ 3-6
[1] งอเข่าได้ 120 องศาขึ้นไป
[2] ทำกิจกรรมประจำวันได้ปกติ
[3] ออกกำลังกายเบาๆ ได้ เช่น เดินไกล ว่ายน้ำ ขี่จักรยานอยู่กับที่
[4] อาจยังรู้สึกแน่นหรือตึงที่เข่าได้บ้าง
เดือนที่ 6-12
[1] ฟื้นตัวเต็มที่
[2] กลับไปออกกำลังกายที่ชอบได้ (ยกเว้นกีฬาที่กระแทกหนัก เช่น วิ่งระยะไกล กระโดดสูง)
[3] ข้อเข่าเทียมจะ "รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย" คนไข้ส่วนใหญ่ลืมว่ามีข้อเทียม
ในระยะยาว ข้อเข่าเทียมรุ่นใหม่มีอายุการใช้งานประมาณ 15-20 ปี หรือมากกว่าในรายที่ดูแลตัวเองดี การกลับมาผ่าตัดแก้ไข (revision surgery) เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้แต่ไม่บ่อย
―――――――――――――――――――――――
สิ่งที่ต้องระวังตลอดชีวิตหลังเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
แม้ผ่าตัดสำเร็จและฟื้นตัวดีแล้ว ก็ยังต้องดูแลข้อเข่าเทียมไปตลอดชีวิต
[1] ป้องกันการติดเชื้อในข้อเทียม การติดเชื้อที่ข้อเทียมเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุด เกิดได้แม้หลังผ่าตัดหลายปี เพราะเชื้อจากที่อื่นในร่างกายไหลเวียนไปติดที่ข้อเทียมได้
[2] ระวังเรื่องการทำฟัน ตามแนวทางใหม่ของสมาคมศัลยแพทย์กระดูกและข้อแห่งสหรัฐอเมริกาปี 2024 คนไข้ที่จะทำหัตถการทางทันตกรรมที่ทำให้เลือดออก เช่น ขูดหินปูน ถอนฟัน รักษารากฟัน ควรปรึกษาทันตแพทย์และศัลยแพทย์ของตัวเองว่าต้องกินยาฆ่าเชื้อก่อนทำฟันหรือไม่
[3] รักษาน้ำหนักให้ปกติ น้ำหนักเกินทำให้ข้อเทียมสึกหรอเร็วขึ้น
[4] ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบเข่า
[5] ตรวจติดตามกับหมอกระดูกอย่างน้อยปีละครั้ง ถ่ายเอกซเรย์ดูข้อเทียม
―――――――――――――――――――――――
สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบมาพบหมอทันที
หลังผ่าตัดข้อเข่าเทียม ถ้ามีอาการต่อไปนี้ ห้ามรอ ต้องรีบมาพบหมอทันที
[1] ปวดมากผิดปกติที่เข่าผ่าตัด บวมแดง ร้อน หรือมีน้ำเหลืองหรือหนองไหลออกจากแผล อาจเป็นการติดเชื้อ
[2] มีไข้สูงกว่า 38 องศา หลังผ่าตัด 1 สัปดาห์ขึ้นไป
[3] ปวดน่องข้างที่ผ่าตัด บวม หรือร้อน อาจเป็น DVT
[4] หายใจลำบาก หายใจไม่อิ่ม เจ็บหน้าอก ไอเป็นเลือด อาจเป็นลิ่มเลือดหลุดไปปอด (อันตรายถึงชีวิต)
[5] ข้อเข่าหลุดออกจากตำแหน่งหรือผิดรูป มีเสียงดังผิดปกติ
[6] ชาหรืออ่อนแรงที่ปลายเท้า
―――――――――――――――――――――――
คำถามที่คนไข้และครอบครัวถามบ่อย
ถาม ผ่าตัดข้อเข่าเทียมเจ็บแค่ไหน
ตอบ ในยุคปัจจุบัน คนไข้ตื่นจากผ่าตัดส่วนใหญ่ "ปวดน้อยถึงปานกลาง" เพราะมีการให้ยาแก้ปวดหลายชนิดร่วมกัน (multimodal analgesia) ฉีดยาชารอบข้อเข่า และทำ nerve block ก่อนปิดแผล ทำให้คนไข้ลุกเดินได้ตั้งแต่วันแรก แต่ความรู้สึก "ตึง" และ "อึดอัด" ที่เข่าจะมีอยู่บ้างในช่วงแรก ซึ่งเป็นเรื่องปกติ
ถาม ผ่าตัดข้อเข่าเทียมต้องนอนโรงพยาบาลกี่วัน
ตอบ ในยุค ERAS คนไข้ส่วนใหญ่นอนโรงพยาบาล 2-3 วัน บางรายที่อายุน้อย สุขภาพแข็งแรง อาจกลับบ้านได้ในวันเดียวกันหรือวันรุ่งขึ้น แต่ในรายที่อายุมากหรือมีโรคประจำตัว อาจนอน 4-5 วัน
ถาม ผ่าตัดเสร็จกลับไปทำงานได้เมื่อไหร่
ตอบ ขึ้นกับลักษณะงาน งานนั่งทั่วไป 4-6 สัปดาห์ งานที่ต้องยืนนานหรือเดินมาก 8-12 สัปดาห์ งานที่ใช้แรงงานหนักหรือยกของหนัก อาจต้องรอ 3-6 เดือน
ถาม ผ่าตัดเสร็จขับรถได้เมื่อไหร่
ตอบ ผ่าตัดข้างขวา ต้องรอประมาณ 6-8 สัปดาห์ เพราะต้องเหยียบเบรกได้แรง ผ่าตัดข้างซ้าย รถเกียร์ออโต้ อาจขับได้ใน 3-4 สัปดาห์ ถ้ารถเกียร์ธรรมดารอ 6-8 สัปดาห์เหมือนกัน
ถาม ผ่าตัดเสร็จออกกำลังกายอะไรได้บ้าง
ตอบ กิจกรรมที่แนะนำคือเดินไกล ว่ายน้ำ ขี่จักรยานอยู่กับที่ โยคะเบาๆ ไทเก๊ก สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือกีฬาที่กระแทกหนัก เช่น วิ่งระยะไกล กระโดดสูง บาสเกตบอล เทนนิสแบบแข่งขัน เพราะจะทำให้ข้อเทียมสึกหรอเร็วขึ้น
ถาม ข้อเข่าเทียมอยู่ได้กี่ปี
ตอบ ข้อเข่าเทียมรุ่นใหม่มีอายุการใช้งานประมาณ 15-20 ปี หรือมากกว่าในรายที่ดูแลดี ปัจจัยที่ทำให้ข้อเทียมสึกเร็ว ได้แก่ น้ำหนักเกิน กิจกรรมหนัก การติดเชื้อ และอายุการใช้งานมาก
ถาม ผ่าตัดข้อเข่า 2 ข้างพร้อมกันได้ไหม
ตอบ ทำได้ในบางราย แต่ต้องเลือกคนไข้อย่างรอบคอบ ต้องอายุไม่มาก สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวหนัก และต้องมีคนดูแลที่บ้านพร้อม การผ่าตัดพร้อมกันลดเวลาฟื้นตัวรวมและประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ก็มีความเสี่ยงสูงกว่า
ถาม ต้องเตรียมเงินผ่าตัดประมาณเท่าไหร่
ตอบ ขึ้นกับโรงพยาบาลและประเภทข้อเทียม โรงพยาบาลรัฐบาลใช้สิทธิประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกันสังคม สิทธิ์ราชการ ครอบคลุมส่วนใหญ่ โรงพยาบาลเอกชนค่าใช้จ่ายแตกต่างกันมาก ควรปรึกษาโรงพยาบาลที่จะรักษาโดยตรง
―――――――――――――――――――――――
สรุปสำคัญที่คนไข้และครอบครัวต้องจำ
[1] การผ่าตัดข้อเข่าเทียมคือทางเลือกสุดท้ายเมื่อรักษาแบบไม่ผ่าตัดแล้วยังเดินไม่ได้ ไม่ใช่ปวดเล็กน้อยก็ผ่า
[2] การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด 4-6 สัปดาห์เป็นช่วงสำคัญที่สุด คุมเบาหวาน ลดน้ำหนัก เลิกบุหรี่ ตรวจฟัน เสริมกล้ามเนื้อ
[3] วันผ่าตัดมีเทคโนโลยีและยาที่ทันสมัย เช่น tranexamic acid ลดเลือดออก nerve block ลดปวด ทำให้คนไข้ตื่นจากผ่าตัดแล้วไม่ปวด
[4] หลังผ่าตัดคนไข้ลุกเดินได้ภายใน 1-2 วัน นอนโรงพยาบาล 2-3 วัน กลับบ้านได้เร็ว
[5] ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดคือลิ่มเลือดอุดตันและการติดเชื้อ ป้องกันได้ด้วยการลุกเดินเร็ว กินยา aspirin หรือยาป้องกันลิ่มเลือด และดูแลแผลให้ดี
[6] การฟื้นตัวเต็มที่ใช้เวลา 6-12 เดือน ต้องอดทนทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง
[7] ข้อเข่าเทียมต้องดูแลตลอดชีวิต โดยเฉพาะการระวังการทำฟันที่อาจทำให้เชื้อโรคไปติดข้อเทียม
[8] มีสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบมาพบหมอ ห้ามรอ
―――――――――――――――――――――――
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID @doctorkeng
โทร 081-5303666
"เราเชื่อว่าความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้องเพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"
―――――――――――――――――――――――
#ผ่าตัดข้อเข่าเทียม #ข้อเข่าเสื่อม #เปลี่ยนข้อเข่า #ดูแลก่อนผ่าตัด #ฟื้นตัวหลังผ่าตัด #ปวดเข่าเรื้อรัง #ผู้สูงอายุ #กายภาพบำบัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #TKA #KneeReplacement #ERAS #PerioperativeCare #OrthopaedicSurgery
―――――――――――――――――――――――
เอกสารอ้างอิง
[1] American Academy of Orthopaedic Surgeons. Surgical management of osteoarthritis of the knee: evidence-based clinical practice guideline. Rosemont (IL): AAOS; 2023 Jan.
[2] Wainwright TW, Gill M, McDonald DA, Middleton RG, Reed M, Sahota O, et al. Consensus statement for perioperative care in total hip replacement and total knee replacement surgery: Enhanced Recovery After Surgery (ERAS) Society recommendations. Acta Orthop. 2020;91(1):3-19. doi:10.1080/17453674.2019.1683790
[3] Skou ST, Roos EM, Laursen MB, Rathleff MS, Arendt-Nielsen L, Simonsen O, et al. A randomized, controlled trial of total knee replacement. N Engl J Med. 2015;373(17):1597-606. doi:10.1056/NEJMoa1505467
[4] Anderson DR, Dunbar M, Murnaghan J, Kahn SR, Gross P, Forsythe M, et al. Aspirin or rivaroxaban for VTE prophylaxis after hip or knee arthroplasty. N Engl J Med. 2018;378(8):699-707. doi:10.1056/NEJMoa1712746
[5] McDonald S, Page MJ, Beringer K, Wasiak J, Sprowson A. Preoperative education for hip or knee replacement. Cochrane Database Syst Rev. 2014;(5):CD003526. doi:10.1002/14651858.CD003526.pub3
Comments
Post a Comment