แผลผ่าตัดเข่า... ทำไมบางคน "เรียบกริบ" แต่บางคนเป็น "เส้นนูน" (คีลอยด์)?

 



แผลผ่าตัดเข่า... ทำไมบางคน "เรียบกริบ" แต่บางคนเป็น "เส้นนูน" (คีลอยด์)?

“คุณหมอครับ ทำไมแผลผ่าตัดเข่าของเพื่อนผมดูแทบไม่ออกเลย แต่ของผมมันเริ่มนูน แข็ง และคันมากเลยครับ?”

นี่เป็นคำถามยอดฮิตที่คุณหมอกระดูกมักเจอตอนนัดคนไข้มาติดตามอาการหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมครับ ความกังวลเรื่องความสวยงามของแผลไม่ใช่เรื่องไร้สาระนะครับ เพราะแผลที่นูนหรือตึงเกินไป อาจส่งผลต่อการงอเข่าและการใช้ชีวิตประจำวันได้ วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายว่า อะไรคือตัวกำหนดว่าแผลของคุณจะออกมาเป็นแบบไหนครับ


เรื่องเล่าจากหน้าห้องตรวจ

ลองนึกถึงเคสสมมติของคุณป้าสมศรีและคุณน้าสมใจ ทั้งคู่สนิทกันมากและตัดสินใจผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมกับหมอในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

คุณป้าสมศรี อายุ 68 ปี หลังผ่าตัดไป 6 เดือน แผลเป็นเส้นขีดจางๆ เรียบเนียนไปกับผิวหนังแทบมองไม่เห็น ส่วนคุณน้าสมใจ อายุ 62 ปี แม้จะทำกายภาพเก่งมาก เดินได้คล่อง แต่แผลกลับเริ่มนูนแดง แข็ง และมีอาการคันยิบๆ จนคุณน้ากังวลว่าข้างในอักเสบหรือเปล่า

ทั้งที่ผ่าตัดวิธีเดียวกัน ใช้ไหมเย็บชนิดเดียวกัน และดูแลโดยทีมแพทย์ชุดเดียวกันแท้ๆ แต่ทำไมผลลัพธ์ที่ผิวหนังถึงต่างกันราวฟ้ากับเหว?


เข้าใจกลไกการซ่อมแซมผิวหนัง (ไส้ขนมปังกับรอยเย็บ)

หมออยากให้ลองจินตนาการว่า ผิวหนังของเราเหมือนกับ “ขนมปังที่มีไส้” ครับ เวลาเราผ่าตัด หมอต้องผ่านชั้นแป้งขนมปัง (ผิวหนังและไขมัน) เข้าไปเพื่อจัดการกับไส้ (ข้อเข่าที่เสื่อม) เมื่อเสร็จแล้วเราก็ต้องปิดปากขนมปังให้สนิท

ในคนทั่วไป ร่างกายจะส่ง "กาวพิเศษ" ที่เรียกว่า คอลลาเจน มาประสานรอยแยกนี้ให้ติดกันพอดีๆ แต่ในบางคน ร่างกายดัน "ขยันเกินเหตุ" ครับ ส่งกาวมาเติมไม่หยุดจนล้นออกมา กลายเป็นก้อนแข็งๆ นูนๆ ที่เราเรียกว่า แผลเป็นนูน (Hypertrophic Scar) หรือถ้าลามออกไปนอกขอบแผลเดิมมากเรียกว่า คีลอยด์ (Keloid) นั่นเองครับ


ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับแผลเป็นหลังผ่าตัด (Post-operative Scar & Keloid)

การเกิดแผลเป็นคือกระบวนการธรรมชาติในการหายของแผล (Wound Healing) โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้แต่ละคนมีแผลไม่เหมือนกัน:

  1. พันธุกรรม: เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดครับ ถ้าคุณพ่อคุณแม่เป็นคนผิวเป็นแผลเป็นนูนง่าย ลูกก็มักจะมีโอกาสเป็นสูง โดยเฉพาะคนที่มีผิวสีเข้มจะมีโอกาสเกิดคีลอยด์ได้มากกว่าคนผิวขาว

  2. แรงตึงผิวหนัง: บริเวณ "หัวเข่า" เป็นจุดที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาครับ ทุกครั้งที่เรางอเข่า ผิวหนังจะถูกยืดออก แรงตึงนี้เองที่ไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนออกมามากขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้แผลฉีกขาด

  3. การดูแลแผลในช่วงแรก: หากมีการอักเสบหรือติดเชื้อเล็กน้อยที่ผิวหนังชั้นบน จะยิ่งกระตุ้นให้เกิดแผลนูนได้ง่ายขึ้น


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดแผลเป็นนูน

  • อายุ: คนที่อายุน้อยกว่า (วัยทำงาน) มักเกิดแผลเป็นนูนได้บ่อยกว่าผู้สูงอายุ เพราะระบบการซ่อมแซมผิวหนังยังทำงาน "แอคทีฟ" มากเกินไป

  • ตำแหน่งผิวหนัง: หัวเข่าและหน้าอก เป็นจุดที่มีแรงตึงสูงที่สุดในร่างกาย จึงเกิดแผลนูนได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น

  • สีผิว: ผู้ที่มีเม็ดสีผิวเข้มมีโอกาสเกิดคีลอยด์สูงกว่าปกติ

  • ประวัติส่วนตัว: หากเคยผ่าตัดที่อื่นแล้วเป็นคีลอยด์ แผลที่เข่าก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน

  • พฤติกรรมหลังผ่าตัด: การรีบงอเข่ารุนแรงเกินไป หรือการปล่อยให้แผลแห้งแตกในช่วงแรก


การตรวจวินิจฉัยและการประเมิน

เวลาคนไข้มาหาหมอ หมอจะประเมินแผลด้วยวิธีดังนี้ครับ:

  • การตรวจร่างกาย: ดูลักษณะความนูน สีของแผล (แดงหรือคล้ำ) และความยืดหยุ่น

  • การซักประวัติ: ถามอาการคันหรือเจ็บแป๊บๆ บริเวณแผล ซึ่งเป็นสัญญาณของแผลที่กำลัง "โต"

  • การประเมินการเคลื่อนไหว: ดูว่าแผลที่นูนและแข็งนั้น ดึงรั้งจนทำให้คนไข้งอเข่าได้ไม่สุดหรือไม่


แนวทางการรักษา (ไม่ต้องผ่าตัดใหม่เสมอไป)

ส่วนใหญ่แล้วเราสามารถจัดการแผลเป็นนูนได้โดยไม่ต้องกลับไปผ่าตัดแก้ไขครับ หมอจะเรียงลำดับวิธีที่นิยมใช้ดังนี้:

  1. การกดทับและปิดซิลิโคน (Silicone Gel Sheet): เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด การใช้แผ่นซิลิโคนเจลปิดแผลไว้จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นและลดแรงตึง ทำให้แผลค่อยๆ เรียบลง

  2. การนวดแผล (Scar Massage): เมื่อแผลปิดสนิทดีแล้ว การนวดเบาๆ ด้วยครีมลดรอยแผลเป็นจะช่วยให้พังผืดใต้ผิวหนังอ่อนตัวลง

  3. การฉีดยาเฉพาะจุด: หากแผลเริ่มนูนแข็ง หมอจะใช้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ฉีดเข้าไปที่ตัวแผลโดยตรงเพื่อยับยั้งการสร้างคอลลาเจนที่มากเกินไป (มักทำเดือนละครั้ง)

  4. การใช้เลเซอร์: ช่วยลดสีแดงและทำให้แผลนิ่มลงในบางกรณี

  5. การผ่าตัดแก้ไขแผลเดิม: วิธีนี้หมอจะเลือกเป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ เฉพาะในกรณีที่แผลดึงรั้งจนเดินไม่ได้ เพราะการผ่าตัดใหม่ก็อาจกระตุ้นให้เกิดคีลอยด์ซ้ำได้อีกครับ


โรคนี้หายไหม? จะกลับมาเป็นอีกหรือเปล่า?

แผลเป็นนูน "ไม่หายไป 100%" จนเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นครับ แต่สามารถทำให้ "เรียบขึ้น จางลง และนิ่มลง" จนไม่รบกวนชีวิตประจำวันได้ ส่วนโอกาสกลับมาเป็นซ้ำมีได้เสมอหากมีการบาดเจ็บใหม่ที่บริเวณเดิม แต่โดยทั่วไปเมื่อเวลาผ่านไป 1-2 ปี แผลจะค่อยๆ สงบตัวลงเองครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

หากแผลนูนรุนแรงและไม่ได้รับการดูแล อาจส่งผลเสียตามมาคือ:

  • ข้อเข่าติด: แผลที่แข็งกระด้างจะทำหน้าที่เหมือน "เข็มขัดที่รัดตึง" ทำให้งอเข่าได้ยาก

  • อาการคันและเจ็บเรื้อรัง: รบกวนการนอนและการใส่กางเกง

  • ขาดความมั่นใจ: โดยเฉพาะเวลาต้องใส่กางเกงขาสั้น


5 วิธีป้องกันแผลเป็นนูนหลังผ่าตัดเข่า

  1. ใช้แผ่นซิลิโคนเจล: เริ่มใช้ทันทีหลังจากตัดไหมและแผลแห้งสนิท ติดต่อเนื่องอย่างน้อย 12-24 ชั่วโมงต่อวัน

  2. หลีกเลี่ยงแสงแดด: แสง UV จะทำให้แผลมีสีคล้ำถาวร ควรทาครีมกันแดดบริเวณแผลหากต้องออกแดด

  3. นวดแผลอย่างถูกวิธี: ใช้ปลายนิ้วนวดคลึงเบาๆ เป็นวงกลมรอบแผลเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น

  4. รักษาความชุ่มชื้น: อย่าปล่อยให้ผิวบริเวณเข่าแห้งตึง เพราะจะยิ่งกระตุ้นการสร้างพังผืด

  5. สังเกตอาการแต่เนิ่นๆ: หากเห็นแผลเริ่มยกตัวนูนหรือแดงผิดปกติ ให้ปรึกษาหมอทันที ไม่ต้องรอจนนูนใหญ่ครับ


Q&A Section

Q: แผลนูนแสดงว่าข้างในอักเสบหรือเปล่า? A: ส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกันครับ แผลนูนเป็นเรื่องของผิวหนังชั้นนอก แต่ถ้ามีอาการ บวม แดง ร้อน และมีไข้ร่วมด้วย อันนั้นอาจจะเป็นการติดเชื้อข้างใน ต้องรีบมาหาหมอครับ

Q: กินของทะเลหรือไข่ ทำให้แผลเป็นนูนจริงไหม? A: เป็นความเชื่อที่ผิดครับ ไข่เป็นโปรตีนที่ดีช่วยให้แผลสมานตัวได้ไวขึ้น ส่วนแผลจะนูนหรือไม่ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมและแรงตึงผิวมากกว่าอาหารครับ

Q: นานแค่ไหนแผลถึงจะหยุดโต? A: โดยปกติกระบวนการสร้างแผลเป็นจะพีคที่สุดในช่วง 3-6 เดือนแรก และจะเริ่มคงที่หลังจาก 1 ปีไปแล้วครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  1. แผลเป็นนูนหลังผ่าตัดเข่าเกิดจาก "พันธุกรรม" และ "แรงตึง" ของผิวหนังบริเวณเข่าเป็นหลัก

  2. ความขยันของร่างกายในการสร้างคอลลาเจนที่มากเกินไป ทำให้แผลดูหนาและนิ่มน้อยลง

  3. การใช้แผ่นซิลิโคนเจลและการนวดแผลตั้งแต่เนิ่นๆ คือวิธีป้องกันที่ดีที่สุด

  4. ส่วนใหญ่รักษาได้ด้วยการฉีดยาเฉพาะจุดและทายา ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดซ้ำ

  5. สวยไม่สวยไม่สำคัญเท่า "งอเข่าได้สุดและเดินได้ไร้อาการปวด" ครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ผ่าตัดข้อเข่าเทียม #แผลเป็น #คีลอยด์ #แผลเป็นนูน #ข้อเข่าเสื่อม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ดูแลหลังผ่าตัด #Keloid #KneeReplacement #สุขภาพเข่า


References

  1. Berman B, Maderal A, Raphael B. Keloids and Hypertrophic Scars: Pathophysiology, Classification, and Treatment. Dermatol Surg. 2017;43 Suppl 1:S3-S18. (อธิบายกลไกการเกิดแผลเป็นนูนและคีลอยด์ รวมถึงวิธีการแบ่งประเภทเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง)

  2. Mustoe TA. Evolution of silicone therapy and mechanism of action in scar management. Aesthetic Plast Surg. 2008;32(1):82-92. (งานวิจัยเกี่ยวกับการใช้ซิลิโคนเจลในการรักษาและป้องกันแผลเป็นนูนหลังผ่าตัด)

  3. O'Brien L, Pandit A. Silicon gel sheeting for preventing and treating hypertrophic and keloid scars. Cochrane Database Syst Rev. 2006;(1):CD003826. (การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเรื่องประสิทธิภาพของแผ่นซิลิโคนในการจัดการแผลเป็น)

  4. Trace AP, Enos CW, Kapp L, Harvey VM. Keloids and Hypertrophic Scars: A Spectrum of Clinical Challenges. Am J Clin Dermatol. 2016;17(3):201-223. (ข้อมูลเกี่ยวกับความแตกต่างของลักษณะแผลในแต่ละบุคคลและปัจจัยเสี่ยงด้านสีผิว)

  5. Gold MH, McGuire M, Mustoe TA, et al. Updated international clinical recommendations on scar management: part 2--algorithms for scar prevention and treatment. Dermatol Surg. 2014;40(8):825-831. (แนวทางการรักษาแผลเป็นสากลที่แพทย์ใช้เป็นมาตรฐานในการดูแลคนไข้หลังผ่าตัด)

Comments

Popular posts from this blog

ผ่าตัดเข่ามาแล้วทำไมแผลถึงนูน? เรื่อง "คีลอยด์" ที่คนไข้กังวลใจ พร้อมวิธีรับมือให้แผลสวย

ทานยาละลายลิ่มเลือด...ผ่าเข่าได้ไหม? อันตรายหรือเปล่า?

ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า... อยู่ได้กี่ปีคะหมอ?” เจาะลึกความลับอายุการใช้งานข้อเข่าเทียมที่คุณต้องรู้