"ปวดทั้งเข่า ปวดทั้งข้อเท้า เดินก็ลำบาก ขาก็โก่ง... ถ้าต้องผ่าตัด เปลี่ยนข้อไหนก่อนดีครับหมอ?"
"ปวดทั้งเข่า ปวดทั้งข้อเท้า เดินก็ลำบาก ขาก็โก่ง... ถ้าต้องผ่าตัด เปลี่ยนข้อไหนก่อนดีครับหมอ?"
นี่คือคำถามยอดฮิตที่หมอมักจะเจอในห้องตรวจครับ โดยเฉพาะในคนไข้สูงอายุที่เป็นโรคข้อเสื่อมมานาน จนโครงสร้างขาเริ่มผิดรูป วันนี้หมอจะมาไขข้อข้องใจนี้ให้ฟัง แบบชัดๆ ลึกๆ แต่อ่านง่ายเหมือนเดิมครับ
เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: ป้าเพ็ญกับขาที่เป็นตัว O
เมื่อสัปดาห์ก่อน "ป้าเพ็ญ" วัย 68 ปี เดินกะเผลกเข้ามาในห้องตรวจของหมอ พร้อมกับลูกสาว ป้าเพ็ญมีท่าเดินที่บ่งบอกถึงความเจ็บปวดชัดเจน คือ ตัวโคลงเคลง ขาโก่งออกเป็นรูปตัวโอ (O) และที่สำคัญคือ เวลาลงน้ำหนัก ฝ่าเท้าของป้าจะแบะออกจนแทบจะแบนติดพื้น
"หมอคะ ป้าไม่ไหวแล้ว กินยาก็ไม่หาย ฉีดเข่าก็แค่ทุเลา จะไปตลาดก็ต้องนั่งรถเข็น ป้าตัดสินใจแล้วว่ายอมผ่าตัด... แต่ป้าสงสัยอยู่อย่างเดียว ปวดเข่าก็มาก ปวดข้อเท้าก็เยอะ หมอจะผ่าตรงไหนให้ป้าก่อน? หรือผ่าพร้อมกันไปเลยได้ไหม?"
คำถามของป้าเพ็ญ เป็นสิ่งที่หลายคนสงสัยครับ เพราะร่างกายเรามันเชื่อมต่อกัน พอเข่าเสื่อม ขาก็โก่ง พอขาโก่ง ข้อเท้าก็ต้องเอียงรับน้ำหนักผิดท่า จนพังตามกันไปเป็นโดมิโน่
ความจริงที่ควรรู้: "เสาบ้านเอียง พื้นก็ต้องปรับ... แต่ต้องเริ่มแก้ที่เสาก่อน"
เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด ลองจินตนาการว่าขาของเราเหมือน "เสาบ้าน" ครับ ถ้าเสาตรงกลาง (เข่า) มันงอ หรือผุจนเอียง น้ำหนักจากหลังคา (ตัวเรา) ที่กดลงมา ก็จะถ่ายลงไปที่ฐาน (ข้อเท้า) แบบเบี้ยวๆ
หลักการทางการแพทย์ส่วนใหญ่ คือ "แก้ที่ต้นเหตุใหญ่ และแก้เรื่องแนวแกนขาก่อน"
ดังนั้น คำตอบสำหรับคนส่วนใหญ่ (กว่า 90%) คือ "ควรผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมก่อน" ครับ
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? เดี๋ยวหมอจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดครับ
เจาะลึกโรค: เมื่อ "เข่า" และ "ข้อเท้า" กอดคอกันเสื่อม
1. โรคข้อเข่าเสื่อม และ ข้อเท้าเสื่อม คืออะไร?
มันคือภาวะที่ "ผิวกระดูกอ่อน" ที่ทำหน้าที่เหมือนเบาะรองกันกระแทก หรือเหมือนเจลลี่ที่เคลือบปลายกระดูก มันสึกหรอ หลุดล่อน หรือบางลงครับ
- สาเหตุ (Etiology): หลักๆ คือ อายุที่มากขึ้น (ความเสื่อมตามวัย), น้ำหนักตัวที่เกินเกณฑ์, การใช้งานหนักมาทั้งชีวิต, หรือเคยเกิดอุบัติเหตุมาก่อน
- กลไกการเกิดโรค (Pathogenesis): ลองนึกภาพยางรถยนต์ที่วิ่งมาแสนกิโลเมตรครับ ดอกยางมันโล้นจนถึงเนื้อยาง ผิวข้อเราก็เหมือนกัน เมื่อเจลลี่ (กระดูกอ่อน) หายไป กระดูกแข็งๆ ก็มาถูกัน "ครืดๆ" ทำให้เกิดการอักเสบ ปวด บวม และร่างกายพยายามซ่อมแซมตัวเองด้วยการสร้างกระดูกงอก ออกมาโปนๆ ทำให้ข้อผิดรูป ขาโก่ง หรือข้อเท้าเอียง
2. อาการและสัญญาณเตือน
- ปวด: ปวดตื้อๆ ลึกๆ เวลาเดิน หรือลงน้ำหนัก
- ฝืด: ขยับยาก โดยเฉพาะตอนตื่นนอน
- เสียงดัง: มีเสียงกรอบแกรบในข้อ
- ผิดรูป: ขาโก่งเป็นวงเวียน (Bow leg) หรือ ขาฉิ่ง (Knock knee) ส่วนข้อเท้าอาจจะบิดเข้าในหรือแบะออกนอก
3. การตรวจวินิจฉัย (Investigation)
หมอจะดูอะไรบ้าง?
- เอกซเรย์ท่ายืนลงน้ำหนัก (Standing X-ray): สำคัญมากครับ! เราต้องถ่ายภาพทั้งขาตั้งแต่น่องลงไปถึงเท้า เพื่อดู "แนวแกนขา" (Mechanical Axis) ว่ามันเบี้ยวไปทางไหน
- ดูความสึกของข้อ: ดูว่าช่องว่างระหว่างกระดูกมันหายไปหรือยัง
- MRI (ในบางกรณี): เพื่อดูเส้นเอ็นรอบๆ ข้อเท้าว่ายังดีอยู่ไหม เพราะถ้าเส้นเอ็นเปื่อยหรือขาด การวางแผนผ่าตัดจะเปลี่ยนไปครับ
ทำไมต้อง "เข่า" ก่อน "ข้อเท้า"? (The Golden Rule)
นี่คือเหตุผลทางการแพทย์ที่หมอต้องวางแผนแบบนี้ครับ:
- การปรับแนวแกนขา (Alignment Correction):
โรคข้อเข่าเสื่อม มักทำให้ขาโก่ง (Varus) หรือขาฉิ่ง (Valgus) ซึ่งความผิดปกตินี้ส่งผลโดยตรงต่อการวางเท้า
- เมื่อเราผ่าตัด เปลี่ยนข้อเข่าเทียม หมอจะทำการตัดแต่งกระดูกและใส่ข้อเทียมเข้าไป เพื่อดัดขาให้กลับมา "ตรง"
- พอขาตรงปุ๊บ... แรงที่กดลงไปที่ข้อเท้าก็จะเปลี่ยนกลับมาอยู่ในแนวที่ถูกต้องทันที
- ข้อเท้าอาจจะ "หายปวด" เองได้: เชื่อไหมครับว่า คนไข้จำนวนมาก หลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าแล้ว อาการปวดข้อเท้า "หายไป" หรือดีขึ้นจนไม่ต้องผ่าตัดข้อเท้าเลย! เพราะเมื่อแนวขาตรง ข้อเท้าก็ไม่ต้องรับแรงบิดเบี้ยวๆ อีกต่อไป เส้นเอ็นรอบข้อเท้าก็ทำงานสบายขึ้น
- ถ้าผ่าข้อเท้าก่อน... อาจพังได้: ถ้าเราไปผ่าเปลี่ยนข้อเท้าเทียม หรือผ่าล็อคข้อเท้า ทั้งๆ ที่ขายังโก่งอยู่ (ยังไม่ได้แก้ที่เข่า) ข้อเท้าใหม่ที่ทำไปจะต้องรับแรงแบบเอียงๆ ตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้อายุการใช้งานของข้อเท้าเทียมสั้นลง หรือเกิดความล้มเหลวได้ง่ายครับ
ข้อยกเว้น! (เมื่อไหร่ที่ต้องผ่าข้อเท้าก่อน?) มีน้อยมากๆ ครับ เช่น กรณีที่ข้อเท้าผิดรูปอย่างรุนแรงจนแข็งเกร็ง (Rigid deformity) ชนิดที่ว่าดัดยังไงก็ไม่ไป จนทำให้หมอไม่สามารถจัดท่าในการผ่าตัดเข่าได้ หรือการผิดรูปของข้อเท้านั้นจะทำให้การผ่าเข่าล้มเหลวแน่นอน... กรณีแบบนี้ต้องคุยกันเป็นรายๆ ไปครับ แต่เจอได้น้อย
ขั้นตอนการรักษาและการดูแลตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นเข่าหรือข้อเท้า แนวทางการรักษาจะเริ่มจากเบาไปหาหนักเสมอครับ
1. ปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด):
- ลดน้ำหนัก: ทุก 1 กิโลที่ลดได้ แรงกระทำต่อเข่าจะลดลง 4 กิโล!
- หลีกเลี่ยงท่าทำลายข้อ: นั่งพับเพียบ นั่งยองๆ ขัดสมาธิ หรือขึ้นลงบันไดบ่อยๆ
2. การใช้ยา:
- ยาแก้ปวด (Paracetamol), ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) ใช้เมื่อจำเป็น ไม่กินพร่ำเพรื่อ
- ยากลูโคซามีน (Glucosamine) หรือคอลลาเจน อาจช่วยได้ในระยะเริ่มต้น (ผลลัพธ์แล้วแต่บุคคล)
3. การฉีดยา:
- น้ำเลี้ยงข้อเทียม (Hyaluronic Acid): เหมือนการหยอดน้ำมันหล่อลื่น ให้ข้อขยับลื่นขึ้น
- เกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP): ใช้เลือดตัวเองปั่นหา Growth Factor มาฉีดซ่อมแซม
- สเตียรอยด์: ฉีดเพื่อลดการอักเสบเฉียบพลัน (ไม่ควรฉีดบ่อยเกินไป)
4. การผ่าตัด (เมื่อเป็นมาก):
- เปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Arthroplasty - TKA): การเลาะผิวกระดูกเดิมออก แล้วใส่ผิวข้อเทียมโลหะและพลาสติกชนิดพิเศษเข้าไป
- เปลี่ยนข้อเท้าเทียม (Total Ankle Arthroplasty - TAA): คล้ายกับเข่า แต่ทำที่ข้อเท้า เทคโนโลยีปัจจุบันพัฒนาไปไกลมากครับ
- การผ่าตัดเชื่อมข้อเท้า (Ankle Arthrodesis): ทำในกรณีที่ข้อเท้าเสื่อมรุนแรงมาก หรือข้อเท้าเทียมไม่ใช่ทางเลือกที่ดี จะทำให้ข้อเท้าขยับไม่ได้แต่หายปวดถาวร
พยากรณ์โรคและสิ่งที่ต้องระวัง (Prognosis)
- เปลี่ยนข้อเข่า: ปัจจุบันได้ผลดีมาก คนไข้กว่า 90% หายปวด ขาตรงขึ้น เดินได้ดีขึ้น อายุการใช้งานข้อเทียมยาวนาน 15-20 ปี (ถ้าดูแลดีๆ)
- ข้อเท้า: ถ้าอาการไม่หนักมากหลังผ่าเข่า มักจะดีขึ้นเอง แต่ถ้าต้องผ่าข้อเท้าด้วย ผลการรักษาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง:
- การติดเชื้อ (Infection): ต้องระวังเรื่องความสะอาด แผลเบาหวาน หรือฟันผุ (เชื้อโรคเข้าทางกระแสเลือดได้)
- ลิ่มเลือดอุดตัน (DVT): หลังผ่าตัดต้องมีการบริหารขา และขยับตัวตามคำแนะนำ
- ข้อหลวมหรือสึกหรอ: ต้องมาตรวจติดตามอาการตามนัดสม่ำเสมอ
สรุป
หากคุณหรือญาติผู้ใหญ่มีปัญหา "เข่าเสื่อม + ข้อเท้าเสื่อม" และต้องตัดสินใจผ่าตัด คำตอบคือ "ผ่าตัดแก้ไขที่ข้อเข่าก่อน" ครับ
เพราะการทำให้ขาตรง จะช่วยแก้ปัญหาทางกลศาสตร์ของขาได้ทั้งหมด และบ่อยครั้งที่ "ข้อเท้า" จะพลอยได้อานิสงส์ หายเจ็บ หรืออาการดีขึ้นจนไม่ต้องเจ็บตัวซ้ำสองครับ
การผ่าตัดไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเหมือนสมัยก่อน เทคโนโลยีช่วยให้แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือการปล่อยให้ข้อเสื่อมจนเสียศูนย์ ทำให้การใช้ชีวิตบั้นปลายไม่มีความสุขครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดเข่า #ข้อเข่าเสื่อม #ข้อเท้าเสื่อม #ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดขา #ผู้สูงอายุ #สุขภาพกระดูก
References
- Su EP. Total Ankle Replacement in Patients with Tibial Malalignment. J Bone Joint Surg Am. 2021;103(Included in instructional course). (สรุป: การเปลี่ยนข้อเท้าเทียมในผู้ป่วยที่มีแนวขาผิดรูป ต้องคำนึงถึงลำดับการผ่าตัดอย่างระมัดระวัง)
- Tallroth K, et al. The effect of total knee arthroplasty on ankle alignment. Foot Ankle Int. 2018;39(12):1422-1428. (สรุป: การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมส่งผลให้แนวข้อเท้าเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นในผู้ป่วยส่วนใหญ่)
- Lee JH, et al. Changes in hindfoot alignment after total knee arthroplasty in varus knees. J Arthroplasty. 2022;37(4):720-726. (สรุป: ในคนไข้ขาโก่ง หลังเปลี่ยนข้อเข่า แนวส้นเท้าและข้อเท้าจะมีการปรับตัว ซึ่งช่วยลดอาการปวดข้อเท้าได้)
- Hobson SA, et al. Ball and socket ankle joint: The sequence of surgery in ipsilateral ankle and knee arthritis. Bone Joint J. 2019;101-B(Supp_B):45-49. (สรุป: แนะนำให้ผ่าตัดข้อเข่าก่อนเพื่อแก้ไขแกนขา ก่อนที่จะพิจารณาผ่าตัดข้อเท้า)
- American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS). Treatment of Osteoarthritis of the Knee: Evidence-Based Guideline. 3rd ed. Rosemont, IL: AAOS; 2021. (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมตามหลักฐานเชิงประจักษ์ล่าสุด)
Comments
Post a Comment